<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>38391</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2019 19:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2019 19:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ. จับมือรัฐดึงนวัตกรรมสร้างมูลค่าผักตบชวาแปลงเป็นปุ๋ยหมัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
กฟผ.ดึงนวัตกรรมเครื่องร่อนปุ๋ยอินทรีย์ผลิตปุ๋ยหมักจากผักตบชวาช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมลดปริมาณผักตบชวาบริเวณเขื่อนปากมูลจ.อุบลราชธานีต่อยอดสร้างรายได้ให้ชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มิ.ย. 62 - ว่าที่ร.ต. ไพฑูรย์จงจินากูลรักษาราชการแทนนายอำเภอโขงเจียมจังหวัดอุบลราชธานีเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ &amp;ldquo;ผักตบชวาสวะที่มีคุณค่า&amp;rdquo;โดยร่วมกับจังหวัดอุบลราชธานีหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 56 มณฑลทหารบกที่ 22 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มหาวิทยาลัยแม่โจ้จังหวัดเชียงใหม่โครงการชลประทานอุบลราชธานีกรมชลประทานหน่วยป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดเขื่อนปากมูลอุบลราชธานีกรมประมงสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 กรมวิชาการเกษตรประชาชนในพื้นที่อำเภอโขงเจียมและอำเภอสิรินธรรวมทั้งมีนายธนภัทรฉัตรสุวรรณหัวหน้ากองโรงไฟฟ้าเขื่อนสิรินธรการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)และพนักงาน กฟผ.ร่วมกิจกรรม ณบ้านหัวเห่วอำเภอโขงเจียมจังหวัดอุบลราชธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศานิต &amp;nbsp;นิยมาคม ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารจัดการความยั่งยืน ในฐานะรองโฆษก กฟผ. เปิดเผยว่า โครงการ&amp;ldquo;ผักตบชวาสวะที่มีคุณค่า&amp;rdquo;ได้นำนวัตกรรมการผลิตปุ๋ยหมักจากผักตบชวาแบบไม่พลิกกลับกองซึ่งเป็นผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้และนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์เครื่องร่อนปุ๋ยอินทรีย์ของกฟผ. มาร่วมแก้ไขปัญหาผักตบชวาที่มีปริมาณหนาแน่นในเขื่อนปากมูลอ.โขงเจียมจ.อุบลราชธานีที่มีปริมาณผักตบชวาประมาณ 4,200 ตัน/ปีซึ่งเป็นสาเหตุหลักของน้ำเน่าเสียส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำและทำให้เสียทัศนียภาพในด้านการท่องเที่ยวโดยนำผักตบชวามาผลิตปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองเพื่อสร้างคุณค่าและก่อให้เกิดประโยชน์กับชุมชนในพื้นที่ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีสำหรับเพาะปลูกอีกทั้งยังส่งผลให้คุณภาพดินเพาะปลูกในชุมชนดีขึ้นและยังช่วยสร้างรายได้จากการจำหน่ายปุ๋ยหมักเป็นสินค้าของวิสาหกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการ &amp;ldquo;ผักตบชวาสวะที่มีคุณค่า&amp;rdquo;ได้นำแนวทางธุรกิจเพื่อสังคม (Social Business Model) มาปรับใช้โดย กฟผ. สนับสนุนเงินลงทุนบางส่วนเครื่องจักรและจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับวิสาหกิจชุมชนปัจจุบันมีวิสาหกิจชุมชนเข้าร่วมโครงการจำนวน 2 กลุ่มได้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนพัฒนาบ้านหัวเห่วอ.โขงเจียมและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรผสมผสานผัง 16 บ้านคำวังยางอ.สิรินธรจ.อุบลราชธานีทั้งนี้ในปี 2562 ชุมชนมีเป้าหมายที่จะนำผักตบชวาจำนวน 400 ตันมาทำปุ๋ยหมักจำนวน 120 ตันโดยจะแบ่งปุ๋ยหมักให้สมาชิกตามสัดส่วนการร่วมลงทุนค่ามูลสัตว์เพื่อนำไปใช้ในการเพาะปลูกจำนวน 60 ตันและวิสาหกิจชุมชนนำไปจำหน่ายในรูปของผลิตภัณฑ์ดินอินทรีย์จำนวน 60 ตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กฟผ. มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมพลังงานเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าไทยอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมาควบคู่กับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนโดยรอบโรงไฟฟ้าและเขื่อนกฟผ. และ กฟผ. มุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาปริมาณผักตบชวาในพื้นที่พร้อมต่อยอดสร้างรายได้และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชนได้อย่างยั่งยืน&amp;rdquo; รองโฆษก กฟผ. กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38391</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), ปุ๋ยหมัก, ผักตบ, ศานิต  นิยมาคม, อุบลราชธานี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190612/image_big_5d00f27eea200.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
